fbpx

ชนิดของไม้ที่นำมาบิ้วอินมีกี่ประเภท

ชนิดของไม้ที่นำมาบิ้วอินมีกี่ประเภท รูปแบบโครงไม้ที่นิยมใช้ทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน

ชนิดของไม้ที่นำมาบิ้วอินมีกี่ประเภท

วันนี้จะขอพาทุกคนมารู้จักกับโครงไม้ ที่จะนำเอามาใช้ทำ เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน ต่างๆ ที่สวยงาม โดยเป็นการนำไม้จริงขนาดใหญ่มาทำงานเฟอร์นิเจอร์ เหมือนในสมัยอดีตนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เนื่องในปัจจุบันไม้จริงนั้นหาได้ยาก และมีราคาแพง จึงทำให้มีการนำเอาไม้ขนาดเล็กๆ มาทำขึ้นมาใหม่ และเป็นส่วนประกอบต่างๆ ในการทำเฟอร์นิเจอร์ บิ้วอิน เช่น ตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ ตู้โชว์ และรวมไปถึงโครงไม้ที่จะนำเอามาใช้สำหรับทำเป็นโครงสร้างของแผ่นพื้น แผงข้างหรือหน้าบาน เพื่อที่จะทำหน้าที่ในส่วนของการสร้างโครงสร้างให้มีความแข็งแรง และทนทาน เพื่อให้สามารถนำเอามาใช้ในการเกาะยึดบานพับ รางลิ้นชัก ปุ่มปรับระดับหรือสำหรับติดราวแขวนต่างๆ และหลังจากทำโครงไม้เสร็จแล้ว จึงนำเอามากรุไม้อัดปิดทับทั้ง 2 ด้านให้เรียบร้อย งานที่ได้จึงออกมาเป็นแผงๆ เช่นแผงข้างซ้ายขวา แผงบน แผงล่างและแผงด้านหลังของตู้นั้นๆ

รูปแบบโครงไม้ที่นิยมใช้ทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน

ไม้โครงที่ใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน โดยที่ตะมีหลายรูปแบบที่น่าสนใจดังนี้

  • โครงไม้เส้นเดียว : ไม้ประเภทนี้จะเป็นโครงไม้จริงที่นำเอามาต่อประกอบเพียงเส้นเดียว ซึ่งจะเป็นไม้ที่มีราคาแพง เนื่องจากหาไม้ขนาดยาวๆ ได้ยาก มีข้อเสียคือตัวโครงที่ได้บิดเบี้ยวง่าย การใช้งานจึงทำได้ยาก
  • ไม้จ๊อยส์หรือไม้ต่อกัน (joint) : สำหรับไม้ประเภทนี้จะเป็นการนำเอาชิ้นไม้ที่มีขนาดสั้นๆ มาต่อกัน โดยที่ไม้แต่ละชิ้นที่นำมาต่อกันจะถูกทำให้เป็นซี่ๆ เหมือนฟันเลื่อยและเชื่อมต่อกันด้วยกาว โครงที่ได้ราคาถูกกว่าโครงไม้เส้นเดียว ข้อดีคือไม้ไม่บิดเบี้ยวหมือนโครงไม้จริงเส้นเดียว ราคาถูกลงและนำไปใช้ทำงานได้ง่าย

โครงไม้จ๊อยส์ประเภทต่างๆ (WOOD JOINT)

สำหรับการที่จะนำเอาไม้โครง เพื่อนำเอามาใช้ทำงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินต่างๆ และรวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะนำเอามาตกแต่งภายใน ที่จะทำออกมาในประเภทของตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ ตู้เก็บของ โดยที่จะเป็นการนำไม้จากธรรมชาติมาใช้งาน ที่จะให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะถ้าหากสามารถนำเศษไม้ชิ้นเล็กๆ ที่เหลือเศษจากการใช้งานอื่นมาต่อกัน ประสานกันได้ จึงจะถือว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากที่สุดนั่นเอง โดยที่ในปัจจุบันเทคโนโลยีการต่อประสานไม้มี 2 รูปแบบ โดยแยกตามทิศทางการต่อไม้ดังนี้

  1. ฟิงเกอร์จ๊อยส์(Vertical Finger Joint)

จะเป็นรูปแบบการทำไม้ ให้ออกมาเป็นรอยที่มีลักษณะต่อกันเป็นรูปฟันปลา ซึ่งจะขึ้นอยู่กับด้านความกว้างของหน้าไม้เป็นหลัก โดยที่ส่วนของความหนาก็จะเห็นเป็นเส้นตรง สำหรับการต่อไม้โครง ที่จะนำเอามาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน หรืองานตกแต่งภายในนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการเพิ่มความยาวของไม้ ที่จะทำการเชื่อมต่อชิ้นไม้แต่ละชิ้น โดยการใช้กาวเป็นตัวประสาน ถ้ากาวถูกทาที่หัวไม้ ไม้จะดูดซึมกาว (ด้านหัวไม้เป็นด้านที่ดูดความชื้นดีที่สุด) การต่อไม้จะไม่แข็งแรงเนื่องจากชิ้นไม้จะมีการดูดซึมเข้าไปก่อนที่กาวจะเซ็ตตัว เพื่อให้เกิดความแข็งแรง จึงต้องทากาวให้สัมผัสกับด้านข้างของเนื้อไม้ จึงเป็นเหตุผลในการทำหัวไม้ในลักษณะฟันปลา เพื่อที่จะทำให้กาวมาสัมผัสกับหน้าไม้ที่ไม่ใช่หัวไม้แทนนั่นเอง โดยปกติแล้วการทำหัวไม้แต่ละท่อนให้ออกมาเป็นฟันปลาสลับกันก่อน แล้วจึงนำเอากาวมาทาทับในร่องฟันปลาเพื่อต่อไม้ชิ้นให้ยาวขึ้นนั่นเอง

  1. บัทจ๊อยส์( Horizontal Butt Joint)

สำหรับไม้ที่มีรอยฟันปลาประเภทนี้นั้น จะเป็นไม้ที่จะขึ้นอยู่กับขนาดของความหนาของโครงไม้ แทนที่จะเป็นด้านกว้างแบบ Finger Joint โดยที่เป็นการต่อไม้ที่จะทำให้แผ่นเศษไม้ที่ต่อกันแล้วมีหน้าที่กว้างมากกว่าปกติ ดังนั้นแล้ว ในการเลือกเอามาใช้งานของไม้ชนิดนี้ ก็เพื่อที่จะต่อแบบ Butt Joint จึงเป็นการนำเอาเนื้อไม้ที่ต่อกันเป็นหน้ากว้างมาทำเป็นแผ่นชั้นวางของ เป็นTopโต๊ะทำงาน Topโต๊ะทานอาหาร เป็นต้น ซึ่งเนื่องจากถ้าหากนำเอามาใช้งาน จะทำให้ไม่สามารถเห็นรอบต่อต่างๆ ขึ้นได้จากทางด้านที่ใช้งาน ซึ่งจะเห็นเป็นเพียงรอยต่อของชิ้นไม้เพียงเท่านั้น แต่จะเห็นรอยฟันปลาที่ด้านความหนาของชิ้นงานแทน

ขนาดและความหนา

สำหรับโครงไม้ที่ได้รับความนิยม ที่จะนำเอามาใช้ทำ เฟอร์นิเจอร์บิ้วอินภายในนั้น โดยปกติแล้วจะมีขนาดตั้งแต่ 1x1.5 ยาว 2.5ม. และ 1”x2” ยาว 2.5 ม. (ความหนา 17 มม.จนถึง 23 มม.) การเลือกใช้ไม้โครงที่มีความหนาต่างๆ นั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่นต้องการใช้เป็นแผงข้างของตู้ หรือทำหน้าบานของตู้

โครงไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นไม้โครงงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน

ไม้สักสวนป่าจ๊อยส์ : ไม้ประเภทนี้จะมีเนื้อไม้ที่ไม่แข็งจนเกินไป ที่สามารถนำเอามาใช้ทำงานต่างๆ ได้ง่าย ไม่บิดตัวคิอนข้างเป็นเส้นตรง เนื่องจากอายุของไม้มีน้อย และมีกระพี้ติดมามาก ยางจึงมีไม่มากพอ จึงไม่สามารถป้องกันปลวกได้

ไม้สักจ๊อยส์พม่า : ไม้ประเภทนี้จะมีเนื้อไม้ที่นิ่ม ที่จะทำให้สามารถทำงานได้ง่าย ที่จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงไม่บิดตัว ป้องกันปลวกได้ดีกว่าไม้สัก สวนป่า ราคาค่อนข้างแพง

ไม้แดงจ๊อยส์ : ไม้ประเภทนี้ จะเป็นไม้ที่มีเนื้อไม้ที่แข็ง ที่จะสามารถป้องกันปลวกได้เป็นอย่างดี  แต่ถือว่าเป็นไม้ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ เนื่องจากมีราคาที่ค่อนข้างแพงเป็นอย่างมาก

ตะแบก จ๊อยส์ : ไม้ประเภทนี้ จะเป็นไม้ที่มีเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนอมเหลือง โดยที่จะเป็นไม้เนื้อแข็ง มีแก่นที่ตรงไม่บิดตัว แข็ง ไสแต่งทำงานง่าย ปลวกไม่ชอบ มีสีและความสวยงามใกล้ไม้สัก แต่ถ้าโดนความร้อนหรือความชื้น ก็จะโกร่งตัวได้ง่าย

ตะเคียน : ไม้ประเภทนี้ จะเป็นไม้ที่มีเนื้อแข็ง โดยที่สีจะออกเหลืองทอง แข็งตัวไม่บิด และงอได้ง่าย ยึดเกาะตะปูดี ทำงานยาก เนื้อไม้มีตำหนิคล้ายรูมอดซึ่งเป็นลักษณะทางธรรมชาติ ไม่มีผลต่อความแข็งแรง

ไม้เบญจพรรณจ๊อยส์ : ไม้ประเภทนี้ จะมีเนื้อไม้ที่เป็นสีเหลืองอ่อน ถึงน้ำตาลแดง เป็นไม้เนื้อผสมอ่อนและแข็ง มีลักษณะตรง ไม่บิดตัว รับแรงได้ดีหนักแน่นมั่นคง ส่วนใหญ่ใช้ในงานไม้แบบก่อสร้างมากกว่าจะใช้ในงานตกแต่งภายใน

Scroll to Top